เสือโคร่งตาย 86 ตัว ชีวิตสัตว์ป่าอยู่กรง
ความเห็นต่อ...“ประเด็นเสือตาย 86 ตัว วิเคราะห์ สาเหตุการตาย!?” จากกรณีข่าวการตายของ “เสือโคร่ง” ที่ถูกเลี้ยงจำนวนหลายตัวในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมานี้...เพื่อเป็นการให้ความรู้ในเชิงวิชาการ รศ.น.สพ.ดร.จตุพร กระจายศรี คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร บอกว่า อาจจะสามารถจำแนกปัจจัยโน้มนำได้ดังต่อไปนี้
หนึ่ง ปัจจัยที่ทำให้เสือป่วยได้ง่าย
ที่กล่าวถึงกันก็คือ...การผสมพันธุ์เลือดชิด (Inbreeding) จากการรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อชี้ว่า เสือที่เลี้ยงไว้จำนวนร้อยกว่าตัวนั้นมาจากพ่อแม่พันธุ์เริ่มต้นไม่เกิน 10 ตัวดังนั้น ปัจจัยเรื่องการผสมเลือดชิดจะทำให้เสือที่เกิดมารุ่นหลังอ่อนแอลงและป่วยเป็นโรคได้ง่าย จึงอาจเป็นปัจจัยเริ่มต้นที่ส่งผลให้เสือแสดงอาการป่วยหนักได้เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น
สอง ปัจจัยโน้มนำถัดมาที่ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นก็คือ ...ความเครียดของเสือ ซึ่งจากการตรวจพันธุกรรมพบว่า มีสายเลือดของเสือโคร่งไซบีเรียในกลุ่มเสือโคร่งที่เลี้ยงด้วย โดยปกติ...เสือโคร่งไซบีเรียจะมีขนยาวหนา เนื่องจากเป็นเสือที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตหนาวจัดและมีหิมะตก ดังนั้น...เสือเหล่านี้จะมีพันธุกรรมที่ไม่ทนต่ออากาศที่ร้อน
“การเลี้ยงในสภาวะอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยจึงทำให้เสือมีความเครียดจากอากาศร้อนได้ นอกจากนี้ การขนย้ายเสือไปยังที่อยู่อาศัยใหม่ ซึ่งเสือบางตัวอาจจะกำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่อยู่ใหม่ รวมถึงสภาพอากาศและอุณหภูมิ โดยระหว่างการปรับตัว สิ่งเหล่านี้อาจจะสร้างความเครียดสะสมให้กับเสือเมื่อเสือหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดก็ตามเกิดความเครียดมากขึ้นๆจะส่งผลทำให้สัตว์มีภูมิต้านทานต่อโรคลดลง และสุขภาพก็ไม่แข็งแรงตามไปด้วย
สาม ปัจจัยจากเรื่องโรคและสาเหตุการป่วยก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทางสัตวแพทย์เคยพบว่า มีโรคหลายชนิดที่สามารถทำให้เสือตายได้ แค่อาการปอดบวมก็อาจทำให้ถึงตายได้รศ.น.สพ.ดร.จตุพร ย้ำว่า โดยเฉพาะถ้าเสือนั้นมีภูมิต้านทานต่อโรคต่ำและสุขภาพร่างกายอ่อนแออยู่แล้วจากสาเหตุความเครียดสะสมและมีภาวะเลือดชิด ซึ่งการตอบสนองต่อการรักษาก็จะมีน้อยตามไปด้วย
สำหรับประเด็นเรื่องของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ “ไวรัส”...โดยเฉพาะ “ไวรัสไข้หัด” ที่มีความเป็นไปได้ที่เสือจะติดเชื้อนี้ได้ เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสสามารถติดต่อผ่านทางอากาศได้
โดยที่สำคัญได้แก่ ไวรัสไข้หัดสุนัข (Canine distemper virus) ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะกับสุนัขเท่านั้น หากแต่สามารถติดต่อไปได้ในสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ชะมด อีเห็น นาก หมาจิ้งจอก และเสือโคร่ง
หรือแม้แต่...สิงโต ก็เคยเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสนี้ในธรรมชาติมาแล้ว
สำหรับในกรณีของ “เสือ” ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ต้องยอมรับว่า...โอกาสรอดมีน้อยมาก เพราะเสือที่อยู่ในธรรมชาติหรือถูกเลี้ยงจะไม่มีภูมิต้านทานโรคนี้แบบสุนัขที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ส่วนโรคจากแมวอื่นๆก็เป็นไปได้ เนื่องจากเสือโคร่งเองก็เป็นสัตว์ตระกูลแมว จึงสามารถติดเชื้อไวรัสที่ก่อโรคในแมวได้เกือบทุกชนิด...
ปัญหาสำคัญมีว่า...จะถึงตายหรือไม่นั้น ก็ขึ้นกับชนิดของไวรัสว่ามีความรุนแรงเพียงใด และเสือมีสภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงหรือไม่
จากข่าวที่พบการป่วยของเสือด้วยภาวะอัมพาตของกล่องเสียง (Laryngeal paralysis) วิเคราะห์ได้ว่า...ภาวะอาการป่วยนี้ในเสือโคร่งสามารถพบได้ในเสือโคร่งเลี้ยงที่มีปัจจัยโน้มนำจากความเครียด ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพอากาศ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “อากาศร้อน”
...จะส่งผลให้เสือมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจได้ การรักษาแก้ไขที่ได้ผลในปัจจุบันมีเพียงวิธีเดียวคือ “การผ่าตัด” ประเด็นน่าสนใจมีอีกว่า...ภาวะอัมพาตของกล่องเสียงพบได้บ่อยในเสือที่เลี้ยงในสวนสัตว์
โดยเสือจะมีอาการหายใจเสียงดังผิดปกติและเหนื่อยหอบตลอดเวลา อาจกินอาหารลดลงและซึมไม่ตื่นตัว นอนเยอะกว่าปกติ
“สำหรับการผ่าตัดรักษาก็ไม่ได้ให้ผลการหายที่ดีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมาเป็นการคาดการณ์ถึงสาเหตุการตายของเสือแต่ละตัวตามหลักวิชาการและเพื่อเป็นการให้ความรู้” รศ.น.สพ.ดร.จตุพร ว่า “ซึ่งสาเหตุการตายที่แท้จริงของเสือเหล่านั้นควรให้สัตวแพทย์ผู้ทำการดูแล...รักษา...ผ่าซากชันสูตร เป็นผู้ชี้แจงเป็นรายตัวไป เพราะเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่”
วัฏจักรการดำรงชีวิต “สัตว์ป่า” ต่างจาก “สัตว์เลี้ยงแสนรัก”...สุนัข แมว ฯลฯ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำแน่นอนว่าในการเลี้ยง ดูแลสัตว์ป่าแต่ละชนิดหรือพันธุ์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ในประเทศไทยเองปัจจุบันมีกฎหมายและมาตรการควบคุมดูแลการเลี้ยงสัตว์ป่า...นับรวมไปถึงการจัดตั้งสวนสัตว์อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว
ส่วนในต่างประเทศก็ขึ้นอยู่กับแต่ละเขต แต่ละพื้นที่ แต่ไม่ว่าจะที่ใดก็ตามควรจะต้องยึดถือในเรื่องของสวัสดิภาพของสัตว์ (Animal welfare) เป็นหลัก โดยคำนึงถึงหลัก 5 ประการ ได้แก่
1.โภชนาการที่ดี 2.สิ่งแวดล้อมที่ดี 3. สุขภาพที่ดี 4.พฤติกรรมที่ดี 5.สภาพอารมณ์และจิตใจที่ดี และคำว่า “ดี” ในที่นี้...ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ของ “ดีเลิศ” ในการเลี้ยง แต่หมายถึงความเหมาะสมแก่ชนิดพันธุ์สัตว์
ยกตัวอย่างเช่น การเลี้ยง “เสือโคร่ง” นั้นไม่จำเป็นต้องให้อาหารทุกวัน เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมในธรรมชาติของเสือที่อาจจะไม่สามารถล่าเหยื่อได้ทุกวัน หรือการเลี้ยง “นกแร้ง” ควรให้เนื้อสัตว์ที่เน่าบ้าง เพราะโดยปกติแร้งเป็นนกกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นต้น
สำหรับประเด็นที่นักอนุรักษ์ต่างแข็งขันยืนยันว่า... “สัตว์ป่า” ควรอยู่ใน “ป่า” นั้น รศ.น.สพ.ดร.จตุพร ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด หากสัตว์ตัวนั้นๆเกิดและเติบโตในป่ามาก่อน แต่ก็มีข้อคิดสำคัญในประเด็นที่ว่า...หากเป็นสัตว์ป่าที่เกิดและเติบโตในที่เพาะเลี้ยง เพาะพันธุ์ หรือถูกเลี้ยงดูโดยมนุษย์มาก่อนอย่างยาวนาน...
“การปล่อยสัตว์คืนสู่ธรรมชาติ อาจต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ว่าสัตว์เหล่านั้นจะสามารถปรับตัว ใช้ชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้หรือไม่ และจะไปสร้างปัญหาให้กับสัตว์ชนิดอื่นๆที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นหรือไม่”
กระนั้น...ถ้าหากว่ามีการฝึกฝนให้สัตว์ป่าสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติได้อย่างเหมาะสมก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ อย่างเช่น...โครงการปล่อยวัวแดง หรือโครงการปล่อยนกกระเรียน ก็จะทำให้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นหมดไป
นอกเหนือจาก “สัตว์ป่า” ลองหันมามอง “สัตว์เลี้ยง”...ใกล้ตัวเรา อย่างสุนัขและแมว ตลอดจนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ การเลี้ยงดูพวกเขาก็ควรใช้หลักสวัสดิภาพสัตว์เช่นเดียวกัน
เมื่อเลี้ยงแล้วก็ต้องดูแลรักษา ไม่ปล่อยทิ้งขว้าง ไม่ไปปล่อยวัด หรือตามถนน สร้างปัญหาให้กับสังคม และจะนำโรคภัยอย่างเช่นโรคพิษสุนัขบ้ากลับมาสู่สัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าอื่นๆในที่เพาะเลี้ยง หรือย้อนกลับมาที่มนุษย์เองได้ รศ.น.สพ.ดร.จตุพร กระจายศรี คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เทคโนโลยีมหานคร ฝากทิ้งท้ายว่า...
“ถ้ารักที่จะเลี้ยง...ต้องเลี้ยงด้วยความรักและรับผิดชอบ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ทั้งคนทั้งสัตว์”.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น